Resources

TypeNameDescriptionModifiedSize
application/pdfSigns and Indicators of Abuse28/04/20204MB
application/pdfModel of Education in Hard-to-Reach Areas: The KTWG ModelThe report draws upon evidence accumulated over the past decade showing the impact of the KTWG’s work in addressing significant gaps in education quality in areas throughout South-Eastern Myanmar, many of which are isolated, rural, and hard-to-reach. The study reflects on the relevance of such a model in supporting ethnic teachers and students in the rapidly-changing Myanmar context and draws on external literature to validate the approaches used in terms of teacher professional development, teacher quality, and student learning.06/03/20174MB
application/pdfพ่อนกกไข่ StorybookChildren Storybook in dual language (Thai and Pattani–Malay language), under the First Read project. 10/10/20184MB
application/pdfStorybook - นิทานเรื่อง ฉึกฉัก ฉึกฉักนิทาน2 ฉบับสองภาษา (ไทย/มลายู) สำหรับเด็กวัย 0-6 ปี ภายใต้โครงการอ่าน อิ่ม รัก เพื่อส่งเสริมการอ่าน และการเข้าถึงหนังสือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้13/09/20214MB
application/pdfStorybook - มาล้างมือกันเถอะ หนังสือนิทาน 2 ภาษา (ภาษาไทย และภาษามลายู) สำหรับเด็ก ๆ เพื่อการป้องกันเด็กจาก COVID-19 โดยการสอนการล้างมือผ่านการอ่านนิทาน04/06/20215MB
application/pdfคู่มือการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดสำหรับเด็กประถม (ฉบับย่อ)การจัดทำคู่มือการจัดการเรียนรู้เรื่องการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมทักษะความปลอดภัยทางน้ำให้กับเด็ก ๆ ในชั้นประถมศึกษา โดยมุ่งหวังให้คู่มือฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่สถานศึกษาสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังการขับเคลื่อนทางนโยบายให้ภาคการศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสอนการว่าย น้ำเพื่อเอาชีวิตรอดในภาคการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือลดการสูญเสียชีวิตจากภัย จมน้ำในเด็กทั่วประเทศไทย คู่มือการจัดการเรียนรู้เรื่องการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (ฉบับย่อ) แบ่งเนื้อหาเป็น 5 บทคือ 1.โครงสร้างการเรียนรู้ 2.การจัดการเรียนการสอนและการบูรณาการ 3.เป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับ 4.เนื้อหาและแผนการสอนรายชั่วโมง 5.ความก้าวหน้าการฝึกปฏิบัติ ทั้งนี้เมื่อเรียนรู้ครบทั้ง 18 ชั่วโมงแล้ว ผู้เรียนจะได้รับ ความรดู้านความปลอดภัยางน้ำ การลอยตัว ทักษะการว่ายน้ำเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ และการปฐมพยาบาลผู้จมน้ำ การฟื้นคืนชีพ ซึ่งเป็นทักษะชีวิตสำคัญที่จะทำให้เด็กรอดพ้นจากภัยจากน้ำ และช่วยเหลือผู้อื่นได้13/05/20215MB
application/pdfForced to Flee: Inside the 21st Largest CountryThe world’s 65.3 million forcibly displaced people—who would make up the world’s 21st largest country based on population. Forced to Flee: Inside the 21st Largest Country examined indicators most relevant to the well-being of children.21/09/20166MB
application/pdfคู่มือการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดสำหรับเด็กประถม(ฉบับสมบูรณ์)การจัดทำคู่มือการจัดการเรียนรู้เรื่องการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมทักษะความปลอดภัยทางน้ำให้กับเด็ก ๆ ในชั้นประถมศึกษา โดยมุ่งหวังให้คู่มือฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่สถานศึกษาสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังการขับเคลื่อนทางนโยบายให้ภาคการศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสอนการว่าย น้ำเพื่อเอาชีวิตรอดในภาคการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือลดการสูญเสียชีวิตจากภัย จมน้ำในเด็กทั่วประเทศไทย คู่มือการจัดการเรียนรู้เร่ืองการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ฉบับสมบูรณ์นี้ แบ่งเนื้อหาเป็น 8 บทคือ 1. บทนำ 2. กระบวนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 3. การศึกษานโยบายและกรอบงานที่เกี่ยวข้อง 4. โครงสร้างการเรียนรู้ 5. การจัดการเรียนการสอนและการบูรณาการ 6. เป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับ 7. แนวทางการเชื่อมโยงเน้ือหากับกลุ่มสาระ การเรียนรู้ต่างๆ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 8. เนื้อหาและแผนการสอนรายชั่วโมง ในบทที่ 8 เนื้อหาการเรียนและแผนการสอนรายชั่วโมง ได้แบ่งเป็น 4 สาระการเรียนรู้ โดยมจำนวนชั่วโมงเรียนทั้งหมด 18 ชั่วโมง แบ่งเป็น ชั่วโมงเรียนรู้ 3 ชั่วโมง ชั่วโมงฝึกปฏิบัติ 15 ชั่วโมง ทั้งนี้เมื่อเรียนรู้ครบทั้ง 18 ชั่วโมงแล้ว ผู้เรียนจะได้รับความรู้ด้านความปลอดภัยางน้ำ การลอยตัว ทักษะการว่ายน้ำเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ และการปฐมพยาบาลผู้จมน้ำ การฟื้นคืนชีพ ซึ่งเป็นทักษะชีวิตสำคัญที่จะทำให้เด็กรอดพ้นจากภัยจากน้ำ และช่วยเหลือผู้อื่นได้13/05/20216MB
application/pdfรายงานผลการศึกษาการถอดบทเรียนการทำงานสถานพักพิงบ้านทัศนีย์ประเด็นกระบวนการลดความเป็นสถาบันที่จะนำไปสู่การยุติบริการในรูปแบบสถานสงเคราะห์ (De-institutionalization) สถานพักพิงบ้านทัศนีย์ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาสถานรองรับเด็กเอกชนนาร่อง (Shelter Management Project) ตั้งแต่ปี 2560 โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การช่วยเหลือเด็ก ระหว่างประเทศ (Save the Children International หรือ SCI) องค์การอินเตอเนชั่นแนล เรสคิวคอมมิตตี (International Rescue Committee หรือ IRC) และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ตาก โดยมีจุดประสงค์ท้ังในระยะยาวและระยะสั้นด้วยกันสามประการคือ ประการท่ีหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้ สถานรองรับเด็กเอกชนในจังหวัดตาก ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนไทย-เมียนมาได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ประการท่ีสองเพื่อสนับสนุนและพัฒนามาตรฐานการจัดบริการใน สถานรองรับเด็กเอกชนนำร่องให้มีคุณภาพและก่อประโยชน์สูงสุดต่อเด็กในระยะยาว และประการสุดท้ายเพื่อสร้างความเข้าใจและให้สถานรองรับดังกล่าวเห็นถึงความสาคัญของการท่ีเด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของ ความเป็นครอบครัวและสนับสนุนให้เกิดการเลี้ยงดูทดแทนทางเลือกที่มีครอบครัวเป็นฐาน (family-based care) และลดการพึ่งพิงการดูแลแบบสถานสงเคราะห์ (residential care) ท่ีมีลักษณะการดูแลแบบสถาบัน (institutional care) ในการดูแลเด็ก เป็นที่ทราบกันดีว่าการดูแลแบบสถาบันน้ันส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาวท้ังด้านความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยของเด็กเนื่องจากการขาดผู้ดูแลหลักและการไม่ได้รับการดูแลแบบเฉพาะรายบุคคล การขาดการ กระตุ้นพัฒนาและทำกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย การได้รับบริการท่ีไม่ตรงตามความต้องการที่เด็กควรได้รับ การไม่เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ การไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมกับชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ การถูกตัดการติดต่อจาก ครอบครัวและชุมชนเดิม ในทางเดียวกันการดูแลเด็กในรูปแบบสถาบันยังละเลยการทางานกับครอบครัวเดิม ของเด็กเพื่อคืนเด็กกลับสู่ครอบครัวและสังคม รวมท้ังการขาดการทบทวนแผนการดูแลและความจำเป็นของ เด็กในการอยู่สถานรองรับ (facilities) อย่างสม่ำเสมอ และสิ่งสำคัญสุดท้ายคือขาดการเตรียมความพร้อมเด็ก ก่อนคืนสู่สังคมหรือออกจากสถานรองรับ13/07/20216MB
application/pdfRanong OOSC Policy Brief (ENG/TH) No child should be discriminated against because of where he or she is from. Policy Briefing and Recommendations on Out-of-school Children in Ranong Province, Thailand, by Dr Charlie Thame for Save the Children Thailand (March 2019)04/04/20196MB
All Save the Children publications are free

Pages